เครือข่ายพัฒนาชีวิตครูจังหวัดกำแพงเพชร เกี่ยวกับเรา
dot dot
dot
บริการสมาชิก
dot
คณะกรรมการเครือข่ายจังหวัด
คณะกรรมการเครือข่าย เขต 1
เครือข่ายพัฒนาชีวิตครู เขต 2
เครือข่ายพัฒนาชีวิตครูกลุ่มใหญ่
dot
ผลงานดีเด่นของสมาชิก
dot
การเพิ่มรายได้
ผลงานทางวิชาการ
การจัดการเรียนการสอน
dot
ต้องการรับข่าวโปรดฝากอีเมล์ไว้

dot


สพป.กพ.เขต 1
สำนักงาน สกสค
สพม.เขต 41
สพป.กพ.เขต 2


ความเป็นมาของเครือข่าย
โครงการพัฒนาชีวิตครู
 
             โครงการพัฒนาชีวิตครู  เป็นโครงการเพื่อประสานความช่วยเหลือครูและบุคลากรทางการศึกษา  ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกโครงการมากกว่า 100,000 คนโครงการพัฒนาชีวิตครูเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาหนี้สินสำหรับครูเพื่อผดุงเกียรติของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และเป็นการส่งเสริมความมั่นคงและพัฒนาวิชาชีพครู โดยเป็นการดำเนินการด้วยความร่วมมือสามฝ่ายในการสร้างสรรค์และพัฒนาชีวิตครูให้ดีขึ้นอย่างบูรณาการ เบ็ดเสร็จ และสถาวร โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน โดยการพัฒนาทางจิตใจ สังคม   การจัดการ และการเงิน กล่าวคือทั้งสามฝ่ายเป็นพันธมิตรในแนวราบอย่างทัดเทียมกัน ร่วมกัน เพื่อการสร้างสรรค์และพัฒนาชีวิตครูให้มีความสุข สามารถมีชีวิตทั้งด้านส่วนตัวและการงานที่ดีขึ้น ด้วยประการทั้งปวงอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน แต่ครูต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง อดทน รู้จักประหยัด อดออมและสร้างเสริมวินัยทางการเงินให้แก่ตนเอง มีการรวมกลุ่มเพื่อการช่วยเหลือเอื้ออาทรซึ่งกันและกันพร้อมทั้งมีกระบวนการจัดการความรู้ และการจัดการอื่นๆ ในกลุ่มอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ ธนาคารจะให้การสนับสนุนทางด้านการเงินเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์และพัฒนาชีวิตครูตามโครงการนี้


หลักการของโครงการ


1.  การรวมกันจัดตั้งกลุ่มเพื่อแก้ปัญหาและพึ่งพาตนเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิกกลุ่ม โดยมีความคิดสร้างสรรค์และร่วมมือกันจัดการเรื่องต่างๆ ของกลุ่ม เพื่อพัฒนาชีวิตของสมาชิกในกลุ่มให้ดีขึ้น ปรับปรุงพฤติกรรมให้มีความเป็นอยู่แบบพอเพียง โดยลดรายจ่ายและหรือเพิ่มรายได้ รวมทั้งดูแล สุขอนามัยให้ดี

2.  การร่วมมือกันของสามฝ่ายเพื่อปรึกษาหารือกำหนดแนวทางสร้างสรรค์พัฒนาและแก้ไขปัญหาในการดำเนินงานตามโครงการนี้อย่างต่อเนื่องและสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างชัดเจน โดยแต่ละฝ่ายจะประสานรับรู้ร่วมกันและติดตามดูแลผลการดำเนินงานให้อยู่ภายใต้กรอบที่ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน
3.  การให้สินเชื่ออย่างสร้างสรรค์ โดยมีหลักเกณฑ์เงื่อนไขและอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมเพื่อเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาภาระหนี้สินของสมาชิก

4.  การเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่สมาชิก กลุ่ม และเครือข่าย หากผู้กู้ทุกคนในกลุ่มใหญ่สามารถชำระหนี้ได้ครบถ้วน  100% ธนาคารจะให้ทุนสนับสนุนตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด โดยธนาคารจะแจ้งหลักเกณฑ์ให้คณะกรรมการทราบ

5.  การควบคุมทางสังคมและกำกับด้านผลงาน โดยพิจารณาจากการแก้ปัญหาได้จริงและมีการชำระคืนเงินกู้ได้อย่างสม่ำเสมอ หากการชำระหนี้ของผู้กู้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายหรือมีปัญหาทั้งสามฝ่ายในพื้นที่และส่วนกลางร่วมกันพิจารณาแก้ไขและป้องกันการลุกลามของปัญหาโดยเร็วที่สุด

6.  การติดตามโครงการโดยคณะกรรมการและคณะกรรมการจังหวัด  เพื่อศึกษาติดตามประเมินผล ให้ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของโครงการ

 
แนวทางและการดำเนินงานของโครงการ


1.  กระทรวงโดยสำนักงาน ในฐานะองค์กรส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแล ต้องดำเนินการให้มีการหักเงินเดือน ค่าจ้าง หรือเงินได้อื่นใดจากหน่วยงานสังกัด เพื่อชำระหนี้นำส่งธนาคาร

2.  ให้ทั้งสามฝ่ายดำเนินการส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแล ดังต่อไปนี้

           2.1  การดำเนินงานพัฒนาของกลุ่มสมาชิกอย่างหลากหลายทั้งในด้านข้อมูลแนวทางเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย การเพิ่มวิทยฐานะ และการพัฒนาอาชีพของครอบครัว 

           2.2  จัดให้มีระบบการสนับสนุนการพัฒนา หรือสนับสนุนความดีตามเจตนารมณ์ ของโครงการในรูปทุนสนับสนุน หรือในรูปแบบอื่น ๆ    

           2.3  การติดตามกำกับดูแล โดยเน้นที่ผลเชิงพัฒนาการเป็นสำคัญ และมีมาตรการกำกับลงโทษสำหรับสมาชิกที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการ

           2.4  ส่งเสริมให้สมาชิก กลุ่ม และเครือข่ายมีการจัดการความรู้ ซึ่งรวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สามารถบูรณาการไปสู่การพัฒนาวิชาชีพและชีวิต และกระบวนการจัดการเรียนการสอน เชิงคุณภาพแก่ผู้เรียนและชุมชน

3. มีการควบคุมทางสังคมและกำกับด้วยผลงาน โดยพิจารณาจากการแก้ปัญหาได้จริง และมีการชำระคืนเงินกู้ได้อย่างสม่ำเสมอ หากการชำระหนี้ของผู้กู้ในโครงการไม่เป็นไปตามเป้าหมายธนาคารออมสินจะพิจารณาดำเนินการ ดังนี้ 

          3.1 กรณีผู้กู้ชำระหนี้คืนตามเงื่อนไขและกำหนดเวลามีจำนวนต่ำกว่า 100 % หรือกรณีมีปัญหาใด ๆ ทั้งสามฝ่ายในพื้นที่ และส่วนกลางที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันพิจารณาแก้ไขและป้องกันการลุกลามของปัญหาโดยเร็วที่สุด

          3.2  กรณีมีจำนวนผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้เกินร้อยละ 0.5 ของจำนวนผู้กู้ในโครงการ ธนาคารจะชะลอการขยายโครงการในกลุ่มหรือพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

          3.3  กรณีมีจำนวนผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้เกินร้อยละ 1.0 ของจำนวนผู้กู้ในโครงการ ธนาคารจะหยุดการขยายโครงการในกลุ่มใหญ่จนกว่ากลุ่มใหญ่นั้นจะได้แก้ไขเป็นปกติ

 
----------------------------------
ความเป็นมา

               ตามที่รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู โดยมอบหมายให้ สำนักงาน ก.ค. จัดตั้ง “เงินทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู” เพื่อให้ข้าราชการครูกู้ไปชำระหนี้ ในอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นการผ่อนคลายภาระหนี้สิน และส่งเสริมการมีรายได้เพิ่มให้ข้าราชการครูทั่วประเทศ อันจะทำให้ข้าราชการครูมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน โดยในปี 2540 ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นเงิน 500 ล้านบาท ต่อมาในปี 2541 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมอีก 100 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 600 ล้านบาท แต่งบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินครูได้อย่างเบ็ดเสร็จ กระทรวงศึกษาธิการจึงมีหนังสือลงวันที่ 10 มีนาคม 2542 ขอความร่วมมือจากกระทรวงการคลังให้ช่วยเหลือและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ธนาคารออมสิน ร่วมดำเนินการ ธนาคารออมสินได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของข้าราชการครู ซึ่งเป็นบุคลากรที่สำคัญในการดำเนินการจัดการศึกษาของชาติ และกำลังประสบปัญหาในเรื่องหนี้สินเป็นอย่างมาก อันจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการเรียนการสอน จึงเห็นควรเข้าร่วมสนับสนุนโดยให้ “สินเชื่อ” เพื่อเป็นกลไกนำไปสู่การพัฒนาคนให้มีคุณภาพ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 อันจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมและประเทศโดยรวม

          จากการประชุมหารือร่วมกันระหว่างผู้แทนกลุ่มข้าราชการครูภาคต่าง ๆ กระทรวงศึกษาธิการและธนาคารออมสิน ทั้งสามฝ่ายจึงได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะดำเนินการ “โครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตครู” และกระทรวงศึกษาธิการในฐานะเป็นหน่วยงานต้นสังกัดได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงกับธนาคารออมสิน เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไข และวิธีปฏิบัติโครงการดังกล่าว เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542

 พื้นที่ในการดำเนินงานโครงการนำร่อง

         การดำเนินงานในระยะเริ่มต้น ผู้แทนทั้ง 3 ฝ่าย ได้พิจารณากำหนดจังหวัดนำร่อง เพื่อสำรวจและศึกษาสภาพปัญหาที่แท้จริงจากกลุ่มตัวอย่างเป้าหมายในแต่ละพื้นที่ เป็นกรณีศึกษาเพื่อนำไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการดำเนินงาน ให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ ดังนี้

                1. ภาคเหนือ จังหวัดแพร่

                2. ภาคกลาง จังหวัดกาญจนบุรี

                3. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดร้อยเอ็ด

                4. ภาคใต้ จังหวัดยะลา

ต่อมามีการบังคับใช้พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ได้มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงานคณะกรรมการ สกสค.) ขึ้น โดยมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการดำเนินงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และรับโอนโครงการพัฒนาชีวิตครูมาจากสำนักงาน ก.ค. เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2546 ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ในการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพ สิทธิประโยชน์เกื้อกูลและความมั่นคงของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา

 เจตนารมณ์ของโครงการ

          โครงการพัฒนาชีวิตครูเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาหนี้สินสำหรับครู เพื่อผดุงเกียรติของผู้ประกอบการวิชาชีพทางการศึกษา และเป็นการส่งเสริมความมั่นคงและพัฒนาวิชาชีพครู โดยเป็นการดำเนินการด้วยความร่วมมือสามฝ่ายในการสร้างสรรค์และพัฒนาชีวิตครูให้ดีขึ้นอย่างบูรณาการ เบ็ดเสร็จ และสถาวร โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน โดยการพัฒนาทางจิตใจ สังคม การจัดการ และการเงิน กล่าวคือ ทั้งสามฝ่ายเป็นพันธมิตรในแนวราบอย่างทัดเทียมกัน ร่วมกัน เพื่อการสร้างสรรค์และพัฒนาชีวิตครูให้มีความสุข สามารถมีชีวิตทั้งด้านส่วนตัวและการงานที่ดีขึ้น ด้วยประการทั้งปวงอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน แต่ครูต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง อดทน รู้จักประหยัด อดออม และสร้างเสริมวินัยทางการเงินให้แก่ตนเอง มีการรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งมีกระบวนการจัดการความรู้และการจัดการอื่นๆ ในกลุ่มอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ ธนาคารจะให้การสนับสนุนทางด้านการเงินเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ และพัฒนาชีวิตครูตามโครงการนี้

แนวทางและการดำเนินงานของโครงการ

          1.กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะองค์กรส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแลข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ต้องดำเนินการให้มีการหักเงินเดือน ค่าจ้าง หรือเงินได้อื่นใดจากทางราชการโดยหน่วยงานสังกัดรับผิดชอบดำเนินการหักเงิน เพื่อชำระหนี้นำส่งธนาคาร

          2. ให้ทั้งสามฝ่าย ประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ ธนาคารออมสิน สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. โดยศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตครู และกลุ่มเครือข่ายพัฒนาชีวิตครู ดำเนินการส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแล ดังต่อไปนี้

              (1) การดำเนินงานพัฒนาของกลุ่มสมาชิกอย่างหลากหลายทั้งในด้านข้อมูลแนวทางเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย การเพิ่มวิทยฐานะ และการพัฒนาอาชีพของครอบครัว

              (2) จัดให้มีระบบการสนับสนุนการพัฒนา หรือสนับสนุนความดีตามเจตนารมณ์ ของโครงการในรูปแบบอื่น ๆ

              (3) การติดตามกำกับดูแล โดยเน้นที่ผลเชิงพัฒนาการเป็นสำคัญ และมีมาตรการกำกับลงโทษสำหรับสมาชิกที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการ

              (4) ส่งเสริมให้สมาชิก กลุ่ม และเครือข่ายมีการจัดการความรู้ ซึ่งรวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สามารถบูรณาการไปสู่การพัฒนาวิชาชีพและชีวิต และกระบวนการจัดการเรียนการสอนเชิงคุณภาพแก่ผู้เรียนและชุมชน

            3. มีการควบคุมทางสังคมและกำกับด้วยผลงาน โดยพิจารณาจากการแก้ปัญหาได้จริง และมีการชำระคืนเงินกู้ได้อย่างสม่ำเสมอ หากการชำระหนี้ของผู้กู้ในโครงการไม่เป็นไปตามเป้าหมายธนาคารออมสินจะพิจารณาดำเนินการ ดังนี้

                (1) กรณีผู้กู้ชำระหนี้คืนตามเงื่อนไขและกำหนดเวลามีจำนวนต่ำกว่า 100 % หรือกรณีมีปัญหาใด ๆ ทั้งสามฝ่ายในพื้นที่ และส่วนกลางที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันพิจารณาแก้ไขและป้องกันการลุกลามของปัญหาโดยเร็วที่สุด

                (2) กรณีมีจำนวนผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้เกินร้อยละ 0.5 ของจำนวนผู้กู้ในโครงการ ธนาคารจะชะลอการขยายโครงการในกลุ่มหรือพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

                (3) กรณีมีจำนวนผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้เกินร้อยละ 1.0 ของจำนวนผู้กู้ในโครงการ ธนาคารจะหยุดการขยายโครงการในกลุ่มใหญ่จนกว่ากลุ่มใหญ่นั้นจะได้แก้ไขเป็นปกติ

             ทั้งนี้ ให้ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตครูเป็นหน่วยประสานงานของสามฝ่าย ประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ ธนาคารออมสิน เครือข่ายพัฒนาชีวิตครูแห่งประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานนี้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2552 โดยมีหน้าที่ดังนี้

             1. การแก้ไขปัญหาหนี้สินผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาและผู้ปฎิบัติงานด้านการศึกษา

             2. การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาและผู้ปฎิบัติงานด้านการศึกษา

             3. การส่งเสริมและสนับสนุนโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตครูและผู้ปฎิบัติงานด้านการศึกษา

             4. การศึกษาวิจัย กำกับ ติดตามและประเมินผลการแก้ไขปัญหาหนี้สินผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาและผู้ปฎิบัติงานด้านการศึกษา โครงการพัฒนาชีวิตครู และผู้ปฎิบัติงานด้านการศึกษา

             5. การดำเนินการเพื่อจัดหารายได้สนับสนุนกิจการของสำนักงาน

             6. การปฎิบัติงานร่วมหรือสนับสนุนการปฎิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือได้รับมอบหมาย

วงเงินให้กู้สำหรับโครงการ

            ธนาคารกำหนดวงเงินให้กู้สำหรับโครงการนี้ในวงเงิน 50,000 ล้านบาท แต่หากการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายและเจตนารมณ์ของทั้ง 3 ฝ่าย ธนาคารจะขยายวงเงินของโครงการอย่างต่อเนื่องต่อไป แต่หากการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เช่น จำนวนผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้เกิน 0.5% จะชะลอการขยายโครงการในกลุ่ม หรือพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง หรือผิดนัดชำระหนี้เกิน 1.0% จะหยุดขยายโครงการในกลุ่มหรือพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

ระยะเวลาในการดำเนินงานโครงการ

                การดำเนินงานโครงการจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง หากผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยมิได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดโครงการ

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

                1. สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเบ็ดเสร็จ

                2. สมาชิกโครงการพัฒนาชีวิตครูและบุคลากรทางการศึกษามีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานดีขึ้น

                3. เกิดการพัฒนาวิชาชีพ ด้วยการพัฒนาตนเอง กลุ่ม และเครือข่ายอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

                4. สมาชิกได้รับการส่งเสริมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยความร่วมมือจากธนาคารออมสินในการพัฒนาสมาชิกให้เข้มแข็ง โดยการให้สินเชื่อและการให้บริการอย่างสร้างสรรค์

                     5. ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของนักเรียนนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน 

 การเข้าร่วมโครงการพัฒนาชีวิตครู

                โครงการพัฒนาชีวิตครู มีหลักการดำเนินการที่สำคัญคือ การรวมกันจัดตั้งกลุ่ม และเครือข่ายของครู เพื่อแก้ไขปัญหา และพึ่งพาตนเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิก กลุ่ม และเครือข่าย เพื่อแก้ไขและพัฒนาชีวิตและวิชาชีพของสมาชิกในกลุ่มให้ดีขึ้น ดังนั้น “กลุ่ม” จึงมีความสำคัญก่อให้เกิดความร่วมมือความเข้าใจที่ตรงกันส่งผลก่อให้เกิดการพัฒนาแบบองค์รวมที่เน้นคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาและสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยยึดหลักตามแนวปรัชญาของ “เศรษฐกิจพอเพียง” พร้อมกันไปด้วย

ความหมายของกลุ่ม

                คำว่า “กลุ่ม” โดยทั่วไปจะหมายถึงบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป หรือมากกว่ามารวมกันด้วยความสมัครใจ มีความต้องการ ความสนใจหรือจุดมุ่งหมายร่วมกันหรือมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องซึ่งกันและกันและมีการทำกิจกรรมร่วมกัน

                จากความหมาย “กลุ่ม” ดังกล่าวข้างต้นสามารถแยกองค์ประกอบที่สำคัญ ดังนี้

                1. กลุ่มจะต้องเกิดจากบุคคล 2 คนขึ้นไป

                2. การรวมตัวเกิดจากความสมัครใจ ความคิดและความเชื่ออย่างเดียวกัน

                3. สมาชิก กลุ่ม และเครือข่ายจะต้องมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างต่อเนื่อง

                4. มีความสนใจหรือเป้าหมายร่วมกัน

                5. กลุ่มจะต้องมีการติดต่อสื่อสารภายใน

                6. สมาชิก กลุ่ม และเครือข่ายมีภารกิจหรือกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสื่อกลางให้สมาชิก กลุ่ม และเครือข่ายได้มีปฏิสัมพันธ์กัน ก่อให้เกิดพลัง สร้างให้เกิดความเข้มแข็งมั่นคงและยั่งยืน

การก่อเกิดกลุ่ม

                กระบวนการกลุ่มจะต้องมองมิติการแก้ไขปัญหาและพัฒนาที่จะให้เกิดความยั่งยืน จะต้องมีการพัฒนาที่สมดุลใน 3 ด้าน คือ การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การมีส่วนร่วมและการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยคำนึงถึงจริยธรรมและคุณธรรมของทุกฝ่าย การเกิดของกลุ่มนั้นจะต้องเกิดขึ้นเองด้วยความสมัครใจ และเห็นพ้องร่วมกันของสมาชิก

                ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนรวมกลุ่มนั้นมี 3 ประการ

                1. มีกิจกรรม

                2. มีปฏิสัมพันธ์

                3. มีความรู้สึกผูกพันหรือพันธกิจต่อกัน และมีสัตยาบันร่วมกัน 
องค์ประกอบที่ทำให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง คือ

                1. กลุ่มที่ชัดเจน คือ ต้องมีสมาชิกที่มีตัวตน มีทะเบียนรายชื่อ และที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้

                2. กรรมการดำเนินการ ต้องมีตำแหน่งและบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจน

                3. กฎเกณฑ์หรือระเบียบต้องมีปรากฎเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะระเบียบเปรียบเสมือนคัมภีร์ หรือธรรมนูญของกลุ่มเพื่อเป็นบทให้สมาชิกปฏิบัติตาม

                4. กิจกรรม เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวให้สมาชิกมีปฏิสัมพันธ์กัน เพื่อจะได้เกิดพลังหรือกำลังขับเคลื่อนให้กลุ่มก้าวไปข้างหน้า

                5. กองทุนสำรองของกลุ่มใหญ่ เป็นเงินทุนสะสมที่สามารถนำไปใช้ในการพัฒนากลุ่ม ให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน

การดำรงอยู่ของกลุ่ม

                กิจกรรมเป็นการพัฒนาศักยภาพของคน และเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่มากที่สุด ทั้งนี้เพราะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาทั้งระบบ ทั้งการบริหารจัดการ เกิดกระบวนการเรียนรู้ การร่วมมือร่วมใจ อันนำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด

                กลุ่มเป็นกระบวนการก่อให้เกิดการเรียนรู้ ซึ่งการเรียนรู้ของแต่ละคนจะเกิดขึ้นเมื่อได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด วิพากษ์ ข้อปัญหา และเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาของกลุ่มร่วมกันด้วยกระบวนการดังกล่าวจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา และพัฒนาคุณภาพชีวิต เมื่อสามารถแก้ปัญหาของตนเองได้ ก็จะทำให้เกิดความมั่นใจ มีการพัฒนาศักยภาพของตน นำไปสู่การพัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพ

                โครงการฯ เชื่อว่ากลุ่มครูที่เข้มแข็งและเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยเน้นการพึ่งพาตนเอง และการดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้หากมีการเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มเข้าด้วยกัน ก็จะเป็นการสนับสนุนเรียนรู้ร่วมกัน โดยอาศัยประสบการณ์ของแต่ละคนที่จะช่วยส่งผลให้เกิดการพัฒนาแบบยั่งยืน

การดำเนินงาน

                เพื่อให้กลุ่มดำเนินงานไปอย่างมั่นคงและต่อเนื่องยั่งยืน และทำให้การรวมตัวกันของสมาชิกมีความเหนียวแน่น และประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย สมาชิกกลุ่มจะต้องมีสิ่งยึดปฏิบัติร่วมกัน ได้แก่ คุณธรรม 5 ประการ

                1. ความซื่อสัตย์ การสร้างสัจจะต่อตนเองในการประหยัดอดออมอย่างสม่ำเสมอ

                2. ความรับผิดชอบ การให้ความร่วมมือกับกลุ่มในการดำเนินกิจกรรมกลุ่ม

                3. ความสามัคคี ความร่วมมือร่วมใจกันทำงานเพื่อก่อให้เกิดความสำเร็จในกิจกรรม

                4.ความมีวินัย การอยู่ร่วมกันจำเป็นต้องมีการกำหนดระเบียบข้อบังคับ และปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด

                5. มีความเป็นกัลยาณมิตร และเห็นอกเห็นใจกัน สมาชิกของกลุ่มจะต้องมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน เห็นอกเห็นใจสมาชิกเมื่อประสบปัญหาต่าง ๆ

ผลที่จะได้รับจากการจัดตั้งกลุ่ม

                1. กลุ่มทำให้เกิดการมีส่วนร่วมซึ่งจะเกิดการสร้างพลังความคิด การตัดสินใจอย่างสร้างสรรค์

                2. สามารถใช้พลังกลุ่มเป็นเครื่องมือนำไปสู่การพัฒนา การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

                3. กลุ่มส่งเสริมให้แสดงออกตามความสามารถ เป็นการสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอีกส่วนหนึ่ง

                4. เกิดการพัฒนาชีวิต การพัฒนาวิชาชีพ และการพัฒนาระบบการศึกษา

แนวทางการจัดตั้งกลุ่มตามหลักการของโครงการ

                กระบวนการกลุ่มที่เป็นแนวคิดของโครงการจะต้องเกิดขึ้นตามธรรมชาติด้วยความสมัครใจ โดยเกิดจากการรวมตัวของบุคคลที่มีแนวคิด ทัศนคติ และความต้องการเช่นเดียวกัน การรวมกลุ่มจะมีลักษณะดังต่อไปนี้

กลุ่มย่อย

                กลุ่มย่อย คือ ครูที่มีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สิน เพื่อแก้ไขและพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองให้ดีขึ้น การรวมกลุ่มช่วยเหลือเกื้อกูล เอื้ออาทร และดูแลซึ่งกันและกัน โดยรวมกันเป็นกลุ่มย่อย 5 ถึง 10 คน เพื่อที่จะค้ำประกันเงินกู้ร่วมกัน ทั้งนี้ สมาชิกกลุ่มย่อยจะต้องอยู่ในหน่วยงานสังกัดเดียวกัน หรือหน่วยจ่ายเงินเดือนเดียวกัน

ครู (สมาชิก) มีบทบาทและหน้าที่ ดังต่อไปนี้

                1. เข้าร่วมประชุม ร่วมกิจกรรมที่กลุ่มหรือเครือข่าย จัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

                2. มีการออมเงินอย่างสม่ำเสมอ

                3. ประพฤติปฏิบัติตนตามแนวทางที่กลุ่มกำหนด ภายใต้เงื่อนไขของโครงการ

                4. ดำเนินกิจกรรมสร้างสรรค์ พัฒนา และแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

                5. ช่วยเหลือ ติดตาม กำกับดูแล เอื้ออาทรซึ่งกันและกันเพื่อพัฒนาวิชาชีพและคุณภาพชีวิตครู ภายใต้หลักการเศรษฐกิจพอเพียง

กลุ่มย่อยดำเนินการตามบทบาทและหน้าที่ ดังต่อไปนี้

               1. ดูแลให้สมาชิกปฏิบัติตนตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนด

 

                2. อำนวยความสะดวกในการติดต่อกับกลุ่มใหญ่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

 

                3. ดำเนินการให้มีการค้ำประกันเงินกู้ซึ่งกันและกัน

 

 

                4. กำกับดูแลการส่งเงินออม และการชำระหนี้ให้มีประสิทธิภาพ

 

 

                5. ดำเนินการให้สมาชิกรับผิดชอบ และดูแลซึ่งกันและกัน

 

 

                6. จัดให้มีกิจกรรมสร้างสรรค์พัฒนาภายในกลุ่มอย่างต่อเนื่อง

 

 

                7. จัดทำรายงานสถานะและการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มอย่างต่อเนื่อง

 

                8. ติดตามประเมินผลการดำเนินงานของกลุ่มเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

 กลุ่มใหญ่

                กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มย่อยที่อยู่ในเขตท้องที่อำเภอเดียวกัน หรือเขตพื้นที่การศึกษาเดียวกัน หรือหน่วยงานสังกัดเดียวกัน รวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ ตามข้อบังคับคณะกรรมการ สกสค. ว่าด้วยโครงการพัฒนาชีวิตครู ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2552) โดยกลุ่มใหญ่ต้องจัดให้มีแนวทาง มาตรการ วิธีการ กิจกรรมหรือแผนงานในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิก มีกรรมการบริหารกลุ่มใหญ่ ประกอบด้วย ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ นายทะเบียน เหรัญญิก เลขานุการ กรรมการและหรือตำแหน่งอื่นตามที่คณะกรรมการบริหารกลุ่มใหญ่เห็นสมควร เพื่อเป็นตัวแทนของสมาชิกในการประสานงานกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง กลุ่มใหญ่อื่น ๆ และเครือข่ายในระดับต่าง ๆโดยให้เรียกชื่อกลุ่มใหญ่ว่า “เครือข่ายพัฒนาชีวิตครูอำเภอ...........” หากมีมากกว่า 1 กลุ่มให้ต่อด้วยคำว่า “กลุ่มใหญ่ที่..........”

            เพื่อให้การดำเนินงานตามโครงการพัฒนาชีวิตครูที่ได้ดำเนินการมาแล้ว สามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ดำรงไว้ซึ่งสิทธิและประโยชน์ของสมาชิกจึงให้ถือปฏิบัติดังนี้

             1. กลุ่มใหญ่ที่จัดตั้งอยู่เดิมแต่มีสมาชิกอยู่ต่างอำเภอ ในเขตพื้นที่การศึกษาเดียวกันก่อนวันที่ข้อบังคับนี้มีผลใช้บังคับ ก็ให้ดำรงเป็นกลุ่มใหญ่ตามข้อบังคับนี้

             2. ในกรณีที่มีจำนวนสมาชิกกลุ่มย่อยไม่เพียงพอที่จะจัดเป็นกลุ่มใหญ่ (ไม่ถึง 50 คน) ในหน่วยงานสังกัดเดียวกันจะเป็นกลุ่มใหญ่ตามข้อบังคับคณะกรรมการ สกสค. ว่าด้วยโครงการพัฒนาชีวิตครู พ.ศ. 2549 และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2552 และได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับกลุ่มใหญ่ได้ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจังหวัด ยกเว้นกลุ่มใหญ่ที่เกิดใหม่และมีสมาชิกตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ให้นับเป็นกลุ่มใหญ่ที่ลำดับถัดไปได้ (ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการโครงการพัฒนาชีวิตครู ครั้งที่ 2/2553 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2553)

            3. สมาชิกกลุ่มที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ในต่างท้องที่ ยังคงดำรงไว้ซึ่งสมาชิกภาพในกลุ่มเดิม เว้นแต่มีเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวก สมาชิกนั้นจะย้ายไปยังกลุ่มอื่นในท้องที่นั้นได้ก็ต่อเมื่อผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการ 3 ฝ่ายแล้ว

คณะกรรมการกลุ่มใหญ่ดำเนินการตามบทบาทและหน้าที่  ดังต่อไปนี้

                1. ตรวจสอบและจัดทำทะเบียนสมาชิกกลุ่ม

             2. ให้ปฎิบัติตามข้อบังคับโครงการพัฒนาชีวิตครู พ.ศ. 2549 และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2552 และให้กำหนดหลักเกณฑ์ ระเบียบ หรือวิธีการดำเนินงานของกลุ่ม โดยไม่ขัดหรือแย้งต่อข้อบังคับของโครงการพัฒนาชีวิตครูดังกล่าวข้างต้น และให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง

             3. กำหนดให้มีกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์พัฒนาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

             4. จัดให้มีกองทุนสำรองเป็นเงินทุนสะสมที่มั่นคงและยั่งยืน ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

             5. ติดตาม กำกับดูแลการสร้างสรรค์พัฒนา การส่งเงินออม การผ่อนชำระเงินกู้ของสมาชิก รวมทั้งให้คำแนะนำช่วยเหลือ สนับสนุนในกรณีต่างๆ

             6. ประสานงานระหว่างกลุ่มใหญ่ และเครือข่ายระดับต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการสร้างสรรค์ พัฒนา และแก้ไขปัญหาสำหรับสมาชิก

             7. ให้ความเห็นชอบการกู้เงิน หรือก่อหนี้เพิ่มสำหรับสมาชิกแต่ละราย

             8. พิจารณาจัดสรรเงินสนับสนุนพิเศษที่พึงมี ให้เกิดประสิทธิภาพในเชิงการพัฒนา

             9. ให้มีคณะกรรมการบริหารกลุ่มใหญ่ที่มาจากการเลือกตั้ง

             10. ให้มีการประชุมสมาชิกและรายงานผลการดำเนินงานและความก้าวหน้าของกลุ่มอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ภายในเดือนมกราคมและกรกฎาคมของทุกปี พร้อมทั้งส่งสำเนารายงานการประชุมให้คณะกรรมการจังหวัดทราบ

             11. ให้รายงานสถานะของกลุ่มที่เกี่ยวกับ จำนวนสมาชิก จำนวนกลุ่มย่อย จำนวนเงินออม และรายชื่อคณะกรรมการ (หากมีการเปลี่ยนแปลง) ส่งให้เครือข่ายเขตพื้นที่การศึกษา ธนาคารออมสินสาขา และคณะกรรมการจังหวัดทราบทุกสิ้นเดือน

เครือข่าย

                เครือข่าย คือ ให้กลุ่มใหญ่รวมกันเป็นเครือข่ายเขตพื้นที่การศึกษา เครือข่ายเขตพื้นที่การศึกษารวมเป็นเครือข่ายจังหวัด เครือข่ายจังหวัดรวมเป็นเครือข่ายภาค และเครือข่ายภาครวมเป็นเครือข่ายประเทศ ด้วยความเห็นพ้องต้องกัน เพื่อให้เกิดความร่วมมือ ประสานงาน การสร้างสรรพัฒนา การช่วยเหลือ เกื้อกูล เอื้ออาทรซึ่งกันละกัน โดยในการจัดตั้งเครือข่าย มีหลักการ ดังนี้

                1. รวมตัวกันบนความเห็นพ้องต้องกันอย่างทั่วถึง

                2. มีหลักการและวิธีการบริหารจัดการที่ดีภายใต้หลักธรรมาภิบาล มีคุณภาพและประสิทธิภาพ

เครือข่ายมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

                1. ให้ความรู้ความเข้าใจในหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอำนวยความสะดวกในการเข้าร่วมโครงการ

                2. เป็นผู้แทนกลุ่มใหญ่ในการประสานความร่วมมือกับคณะกรรมการในแนวทางการปฏิบัติ รวมถึงการแก้ไขปัญหา เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเจตนารมณ์ของโครงการ

                3. ส่งเสริม สนับสนุน ดูแลกลุ่มใหญ่ และติดตามประเมินผลการดำเนินกิจกรรมสร้างสรรค์ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

                4. ประสานงาน และแก้ไข เพื่อให้เกิดบรรยากาศและสัมพันธภาพที่ดี รวมถึงไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างบุคคล และองค์กรที่เกี่ยวข้อง

                5. จัดให้มีระบบข้อมูลและการสื่อสารที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ

                6. กำกับดูแลให้มีการจัดการด้านสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้แก่สมาชิกอย่างโปร่งใส และเป็นธรรม รักษาผลประโยชน์ที่เหมาะสมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

                7. เครือข่ายเขตพื้นที่การศึกษาเลือกตั้งผู้แทนเข้าร่วมเป็นกรรมการเครือข่ายจังหวัด เครือข่ายจังหวัดเลือกตั้งผู้แทนเข้าร่วมเป็นกรรมการเครือข่ายภาค เครือข่ายภาคเลือกตั้งผู้แทนเข้าร่วมเป็นกรรมการเป็นเครือข่ายประเทศ และเครือข่ายประเทศเลือกตั้งผู้แทนเป็นกรรมการโครงการพัฒนาชีวิตครูตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

                8. ติดตาม กำกับดูแล และประเมินผลการดำเนินงานโครงการร่วมกับสำนักงาน และธนาคาร อย่างต่อเนื่องทุกระดับ

                9. ปฏิบัติหน้าที่อื่น ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

 

 







Copyright © 2011 All Rights Reserved.